24 เมษายน 2553
ACT
เมื่อนานมา งานฉันได้ลงวารสารสภาสถาปนิกหน้า 76 ฉบับที่ 4 เดือนตุลา เผอิญว่าตัวเองก็เพิ่งได้ดูเมื่อเร็วมานี้
16 มิถุนายน 2552
(กำลัง)ปล่อยแสง
*บูธ B27 อย่าลืมไปดูนะ จะเข้าใจคอนเสบเราไหมเนี่ย -*-
โชคดีหรืออับโชคไม่รู้ ด้วยกำลังทรัพย์ที่กำลังจางตามเลือดคนเซตงาน
ทำให้บูธออกมาได้ดังเท่าที่เห็น พยายามประหยัดที่สุด โดยที่จะพยายามไม่ปริ้น
เพราะการดีไซน์คือการแก้ปัญหา ฉนั้นเลยแก้ปัญหาโดยการเอากระดาษสีดำมาแปะ
และ Di cut ชื่อหนังสือมาซ้อนอีกที ประหยัดขั้นเทพแล้วก็ยังไม่วาย
เสียค่าเดินทางไป 5 ร้อยบาท เพราะตอนขามาต้องขนของมานั่งแท๊กซี่
ตอนกลับก็จะเป็นลมไม่ได้นอน ต้องนั่งแท็กซี่กลับ
*อ่านคอนเสบได้โดยการสะท้อนของตัวหนังสือในกระจก
ปล่อยแสง3 น่าจะมีงบประมาณในการเซตอัพงานเล็กน้อยนะ
อย่าลืมว่าครั้งนี้ พวกเรานิสิตนักศึกษาไม่ใช่ผู้ประกอบการอย่างครั้งที่ 1 หรือ 2
พวกเราเป็นเพียงนักศึกษาพึ่งจบ งบประมาณที่มีอยู่นั่นน้อยนิดนัก
แต่พวกเราก็ขอบคุณที่มีกิจกรรมสร้างสรรค์ดีๆ มีบูธให้เราวางของล่กๆ
แม้จะพยายามเท่าใด อะไรๆ ก็ต้องใช้ทรัพย์ เฮ้อ อนิจจา อนาจใจ
สิ่งที่เราได้คือการวางแผนกับการแก้ปัญหา มันก็ไม่ได้ยากขนาดนั้น
แต่โชคดีที่เราวางแผนมาก่อนหน้านี้ ว่าจะเอาอะไรไปมั่ง จะทำยังไงให้บูธไม่โล่ง
แล้วไปๆ มาๆ ก็สามารถทำให้มันโอเคได้ในระดับหนึ่ง
งานอาจจะไม่เนี๊ยบ แต่ก็สุดกำลังทรัพย์ละ
ขอขอบคุณพี่ในลานปล่อยแสง และเพื่อนๆ ทุกคนที่มาช่วยเซตงาน น่ารักมาก จุ๊บๆ
พอกลับมาก็นอนป่วยเลย กลัวเป็นไข้ 2009 จริงๆ กระแสมันแรงต้านไม่อยู่
ลานปล่อยแสง นิสิต นักศึกษา
21 พฤษภาคม 2552
คิดอย่างซ้าย EP.2
แนวความคิดในการสร้างสรรค์ แบ่งออกเป็น 1.แนวคิดหนังสือกับ 2.แนวทางการออกแบบ

1.แนวคิดหนังสือ
โลกเรานั้นไม่มีความสมมาตรที่แท้จริงอยู่ มิฉะนั้นจะไม่มีคนถนัดซ้าย หรือคนถนัดขวาแต่โลกเรานั้นดำรงอยู่ซึ่งสมดุลของซ้ายและขวามาโดยตลอด ในความอสมมาตรนั้นมีความสมดุลดำรงอยู่ แนวคิดนี้จึงต้องการแบ่งหนังสือออกเป็น 2 เล่ม คือเล่มซ้าย และเล่มขวา เพื่อสื่อถึงประสบการณ์ของคนถนัดซ้ายในอดีตจนถึงปัจจุบันที่ต้องใช้ชีวิตอยู่ในโลกที่คนส่วนใหญ่ถนัดขวา โดยที่ทั้งสองเล่มเย็บเชื่อมต่อกัน และสามารถรวมกันเป็นเล่มเดียว เป็นนัยยะที่แสดงให้เห็นไม่ว่าซ้ายหรือขวาเราก็ต้องอยู่ร่วมกัน

+ด้านนอกหนังสือ หน้าปกแบบประกบรวม 2 เล่ม เข้าด้วยกัน (ชื่อหนังสือด้านหน้า)
LEFT IS MORE. (THAN YOU THINK) หมายถึง ซ้ายมีอะไรมากกว่าที่คิด
+ด้านในหนังสือ แบ่งออกเป็น 2 เล่มคือ
1 WHAT IS LEFT BEHIND? ใช้การเล่นคำของคำว่า LEFT ซึ่งมีความหมายเป็นได้ทั้งซ้าย และกริยาช่องที่ 3 ของ LEAVE ซึ่งหมายถึงถูกทิ้ง เป็นนัยว่า เราทิ้งอะไรไว้ข้างหลังหรือเปล่า เป็นเล่มที่อยู่ทางด้านขวา เปิดจากซ้ายไปขวา ลักษณะการเปิดอ่านแบบญี่ปุ่น เป็นเล่มที่เล่าเรื่องราวถึงอดีต ความเชื่อ จนกระทั่งค่อยๆสืบเนื่องไปถึงสาเหตุของความถนัด โดยใจความในเล่มพูดถึงแต่เรื่องคนถนัดซ้าย เหมือนเป็นการแนะนำตนเองเป็นส่วนใหญ่ จึงจะใช้สีดำเป็นสื่อในการออกแบบ
2 HOW TO LIVE IN THE RIGHT WORLD? คำว่า RIGHT มีความหมายในเชิงเปรียบเทียบเช่นเดียวกัน คือหมายถึง ขวา และความยุติธรรมถูกต้อง โดยชื่อหนังสือในเล่มนี้จะแสดงถึงความยากลำบากของการใช้ชีวิตของคนถนัดซ้าย โดยตั้งคำถามต่อตัวเองว่าจะดำรงชีวิตอยู่บนโลกเอียงขวาได้อย่างไรเล่มนี้จะอยู่ทางซ้ายมือ เปิดจากขวาไปซ้าย เป็นลักษณะการเปิดแบบหนังสือทั่วไป ซึ่งหมายความว่าคนส่วนใหญ่ที่เปิดอ่าน คือคนที่ถนัดขวาและอ่านในลักษณะปกติ ซึ่งคนถนัดซ้ายที่ดำรงอยู่ในปัจจุบันนั้นจะประสบปัญหาอย่างไรบ้าง โดยจะใช้สีขาวเป็นตัวแทนของความเป็นปัจจุบัน และยังหมายถึงความถูกต้องยุติธรรม (เหมือนหยิน และ หยาง) ที่เป็นรากศัพท์มาจากคำว่า RIGHT อีกด้วย
สรุป ในทั้งเล่มซ้ายและขวาจะมีการแบ่งรวมแล้วทั้งหมด 4 บทใหญ่ โดยกล่าวในเชิงอดีตและเปรียบเทียบจนถึงปัจจุบัน โดยเรียงเนื้อหาตามความเหมาะสมและต่อเนื่องกัน ใช้สีขาวและดำเป็นตัวแทนของซ้ายในอดีตและการอยู่ร่วมกันกับขวาในปัจจุบัน
2.แนวทางการออกแบบ
+การวาง PARAGRAPH
WHAT IS LEFT BEHIND? (เล่มขวา) – จัดอักษรชิดซ้าย
เพื่อสื่อแนวคิดที่บอกเล่าความเป็นตัวตนของคนถนัดซ้ายตั้งแต่อดีตจนถึงสาเหตุของความถนัดในปัจจุบัน การจัดอักษรชิดซ้าย(ในปกติมนุษย์เราอ่านจากซ้ายไปขวา การไล่สายตาแบบนั้นจึงเป็นเรื่องปกติ) ในเล่มที่เปิดแบบญี่ปุ่นนั้น เสมือนเชิงเปรียบเทียบว่าความถนัดซ้ายเป็นเรื่องปกติเช่นเดียวกัน ไม่ใช่ความชั่วร้ายหรือโรคที่ต้องรักษาตามความเชื่อในอดีต ซึ่งเมื่อคนปกติเปิดเล่มจากทางซ้ายไปขวา จะไม่ถนัดในการอ่าน แต่เมื่อไล่สายตาจะสามารถอ่านได้ง่ายเพราะจัดอักษรชิดซ้ายไว้นั่นเอง
HOW TO LIVE IN THE RIGHT WORLD? (เล่มซ้าย) – จัดชิดขวา
ในขวามีซ้าย ในซ้ายมีขวา เป็นการเล่าถึงความยากลำบากของคนถนัดซ้าย จึงต้องการให้ผู้ที่อ่านล้อกับเล่มขวา โดยมากเราอ่านหนังสือและเปิดจากขวาไปซ้าย และไล่สายตาจากซ้ายไปขวา แต่เปลี่ยนเป็นการจัดวางอักษรให้ชิดขวา จะรู้สึกผิดปกติมากกว่า อ่านยากมากกว่า เปรียบเสมือว่าคนถนัดซ้ายไม่ได้ใช้ชีวิตอยู่ได้โดยง่ายบนโลกที่ออกแบบมาเพื่อคนถนัดขวา ความรู้สึกแปลกแยกเล็กๆนี้ยังคงมีอยู่ แต่จะหายไปถ้าทุกคนทำความเข้าใจและยอมรับซึ่งกันและกัน
+การประดิษฐ์สัญลักษณ์ เพื่อแบ่งหมวดหมู่ และง่ายต่อการทำความเข้าใจขณะที่อ่านอยู่ในบทนั้นๆ อีกทั้งยังสามารถจดจำได้ง่ายมากขึ้น โดย ICON ที่จะออกแบบนั้น จะแบ่งเป็น 2 ชุด หลักคือ
1 สัญลักษณ์แต่ละบท ออกแบบโดยแบ่งทั้งหมดเป็น 4 บทใหญ่ และ 1 บทย่อยที่แทรกอยู่ รวมเป็น 5 สัญลักษณ์ โดยแนวความคิดแรกมาจาก มือ เพราะมือเป็นตัวแทนความเหมือนและความแตกต่างเช่นเดียวกับทั้งซ้ายและขวาได้ชัดเจนและดีที่สุด อีกทั้งยังเข้าใจได้โดยทั่วไป เพราะลักษณะของความถนัดซ้ายหรือขวาจะอิงเกี่ยวกับการใช้งานโดยมือเป็นส่วนใหญ่
2 สัญลักษณ์เลขหน้า ตามที่ได้กล่าวไปในแนวคิดเดิมคือ ใช้มือ แทนจำนวนการนับ โดยคิดระบบสัญลักษณ์การนับขึ้นมาใหม่ ไม่ใช่เลขหน้าที่ทำเพื่อง่ายต่อความสะดวกเปิดอ่าน แต่เป็นเลขหน้าที่ต้องใช้เวลาทำความเข้าใจ เช่นเดียวกับแนวคิดที่ได้อ้างอิงว่าคนถนัดซ้ายมีอุปสรรคการใช้ชีวิตอย่างไรบ้าง จึงออกแบบมาเพื่อสื่อถึงความลำบากเล็กๆน้อย เช่นเดียวกัน
+การใช้ TYPOGRAPHY การใช้ TYPOGRAPHY มาช่วยในการจัดวาง Layout และการเล่นคำ ซ้อนคำต่างๆ โดยลักษณะเด่นของ คือ มีความเป็นกราฟฟิคสูง ในขณะที่สามารถอธิบายตัวตนออกมาได้เช่นเดียวกัน การเลือกใช้ Typography จึงเป็นอีกส่วนประกอบหนึ่งที่สำคัญในการทำงานชิ้นนี้
+ ภาพประกอบ มี 2 แนวทาง คือ การใช้ Illustrate ภาพวาดแบบ vector - rough cut กับอีกแนวทางคือใช้ภาพถ่ายในประกอบในหนังสือ โดยใช้ภาพสื่อแทนความหมายที่แฝงนัยยะของใจความเนื้อเรื่องไว้ ถ้าเป็นลักษณะของภาพถ่ายจากการวิเคราะห์แล้วจะให้ความรู้สึกเสมือนจริงมากกว่า เห็นภาพชัดกว่า และดูสนุกกว่า ในขณะที่ภาพแบบ Vector ให้ความรู้สึกแข็ง ระเบียบ แต่ไม่เสมือนจริง ซึ่ง 2 แนวทางนี้จะไปประกอบการพิจารณาในการออกแบบร่างต่อไป
+การออกแบบรูปเล่ม เพื่อคำนึงถึงแนวคิดที่วางไว้ จะออกแบบรูปเล่มโดยแบ่งออกเป็น 2 เล่ม ดังที่กล่าวไว้ในข้างต้น และสามารถประกบรวมกันเป็นเล่มเดียว โดยศึกษาจากหนังสือของนักออกแบบเชิงทดลองที่มีวิธีการออกแบบที่น่าสนใจนำมาประยุกต์ใช้ ในแบบร่างต่อไป
นี่แค่แนวคิด ยังไม่เข้า review เนื้อหนังด้านในเลย หนายังกับสารานุกรมบวกมหากาพย์รามเกียรติ์ก็ไม่ปาน (นี่คือที่สุดในชีวิต4ปีที่เล่าเรียนมา ช่างคุ้มค่าอะไรอย่างนี้!!)
EP.3 จะเอาเรื่องถนัดซ้ายแบบเนื้อๆ ที่น่าสนใจมาเล่าสู่กันฟัง (เรียกว่า expert ยังน้อยไป ฮ่าๆ)
18 เมษายน 2552
Left Thesis Behind EP.1

การทำทีสิสครั้งนี้เรียนรู้อะไรหลายอย่างมากอย่างหนึ่งที่ได้เลยคือเรื่องการวางแผน
อีกทั้งเนื้อเรื่องบางส่วนค่อนข้างหนักและต้องทำการวิเคราะห์อย่างมาก
22 ธันวาคม 2551
ซ้ายเสก็ต
จะมาอัพเดทความเคลื่อนไหวตั้งแต่ครั้งที่สองที่พรีเซ้นข้อมูล
แต่ไม่ได้ความ เวิ่นเว้อเรื่อยเปื่อย กิน"เล่า" เข้าป่า กาลเวลาพาไป
แต่ยังน้อยก็ยังพอมีความคืบหน้าอยู่บ้าง..เล็กๆ

อย่างเช่นในส่วนของตัวข้อมูล ก็ทำตารางแยกแต่ละบทและเนื้อหาไว้
ยังดีที่สรุปข้อมูลและแยะเนื้อหาจากที่รวมมาประมาณ 100 กว่าบทความ
เอามาวิเคราะห์และหักล้างข้อเท็จจริงกันและกัน เหนื่อยสลัด!
เรียกว่าข้อมูลเข้าเส้น ตอนนี้ถามเรื่องซ้าย ถามได้ ตอบได้ ชัวร์!
สรุปว่าแบ่งเป็น 3 ต่อน คือ อดีต ปัจจุบัน และอนาคต
อดีต
ว่าด้วยเรื่องของกาลเวลา ความเชื่อ เรื่องซ้ายขวาสมัยก่อน
ปัจจุบัน จะแบ่งเป็น 2 พาร์ท คือ
01 - เรื่องของการเกิด ทำไมถนัดซ้าย ทำไม ทำไม
02 - ปัญหาชวนหัวของคนถนัดซ้ายในโลกส่วนใหญ่เอียงขวา
อนาคต
แนวโน้มที่ไม่ปิดกั้นความถนัดซ้ายจะสูงเพิ่มขึ้น
สถิติโลกแตก แบบนี้ก้มีด้วยหรือ อีทีซี..

รูปเล่ม
พอแบ่งบทในแต่ละส่วนได้ก็มามีปัญหาในด้านรูปเล่ม
ในช่วงแรกคิดไว้ว่าจะ เปิดจากทางซ้าย อ่านแบบญี่ปุ่นก่อน
โดยแบ่ง อดีต+ปัจุบัน01 อยู่ด้วยกัน
ส่วนอีก 2 ส่วนหลัง อยู่ในการเปิดแบบหนังสือมือขวาทั่วไป
ปัญหาทางด้านการอ่านหรือเลเอาท์รูปเล่มคงไม่มีอะไรมาก
แต่มันมีตรงที่ความต่อเนื่องในส่วนของเนื้อหาและวิธีการเปิด
ว่าจะบังคับให้มนุษย์ปุถุชนอันส่วนมากถนัดขวา
เปิดจากทางซ้ายก่อนได้อย่างไร
ซึ่งในส่วนนี้ความจริงที่ปรึกษาครูแดงแรงริดบอกว่ามัน..เก๋!
แต่มันยาก แต่ถ้าคิดได้ก็ทำ แต่ปัญหาคือยังคิดไม่ออก
จึงเสก็ตอีก 1 ไอเดียคือ การเปิดแบบหน้าต่าง
เลือกเปิดซ้ายก่อน หรือขวาก่อนก็ได้ คล้ายๆ เล่มจะแยกกัน
แต่ยังไงก็ต้องลองมาเลือกดูอีกที


ต่อมาเป็นเรื่องของความคืบหน้าที่พรีเซ้นรอบสามวันนี้
Symbol
เป็นอะไรที่ชอบมากกับวิธีนับเลขพิศดารในแบบของเรา
มันสนุกตรงที่ว่าจะอ่านออกก็ได้ไม่ออกก็ได้
ความเป็นจริงแล้ว ตัวเลขเรารู้สึกว่ามันไม่ค่อยมีความสำคัญอะไรมาก
ถ้าในส่วนของหนังสือคอนเสบ ที่ดีไซน์เลเอาท์ไปเรื่อยๆ ต่อเนื่องกัน
เพราะคนจะเปิดเรียงไปเรื่อยๆ ไม่ดูสารบัญอยู่แล้ว (หรือมีแต่เราคนเดียววะ-*-)
แต่ที่ให้ควาามสนใจ อยากใหู้รูุ้้สึกสนุกกับการดูตัวเลข
ไม่ใช่ไม่เห็นมันสำคัญแล้วก็เอามันมาแปะไว้ ทำหน้าที่นับหน้าเฉยๆ
ดูเหงาๆ นะ..สงสารมัน เลยอยากให้มันดูมีอะไรขึ้นมา
อย่างน้อยอินิ้วมือมันก็รู้สึกสะดุดได้ ไม่ได้ห่วงว่าจะสวยหรือเปล่า
ห่วงแต่ว่าอยากให้มันมีบทบาทบ้างก็เท่านั้น
เวลาเห็นครูแดงมานั่งทายเลขก็ดูเ็ป็นอะไรที่เข้าท่าดี...ฮ่าๆ

ส่วนSymbol อีกอันคือ ส่วนที่ใช้ในชีวิตประจำวัน บอกเรื่องความเสี่ยง
ว่าชีวิตพวกคนถนัดซ้ายจะเสี่ยงเจอประสบอุบัติเหตุมากหรือน้อยแตกต่าง
อย่างน้อยๆก้พึงระลึกไว้ว่าทำแบบนี้มันจะเสี่ยงโดยไม่รู้ตัว ตายง่ายกว่า
เป็นการเตือนภัยขั้นต้น ดูน่าสนุกดี



Layout (โคตรจะเสก็ต ยังไม่ที่สุด)
ส่วนถัดมาเป็นสเก็ตเลเอาท์ เน่าๆ ที่ไม่ได้มีการตีความมากมาย
อาจจะมีตีบ้างเล็กน้อย แต่ยังไม่ใช่ที่สุด แค่ทดลองเฉยๆ
ว่าจะวางตัวอักษรอะไรยังไง ลองใช้โทนสี ลองใช้texture
ลองใช้ภาพถ่าย ลอง drawing ลองทำฟ้อนเขียนมือ บลาๆ
ซึ่งมันก็ยังไม่มีอะไรลงตัวเลย เพราะผลออกมามันก็ดูคล้ายๆกัน
-*- จะแตกลายไปเพื่อ...!
แล้วจะเอาไงกับชีวิตต่อ??
ส่วนที่จะทำในส่วนต่อไปคงจะเป็นในส่วนของข้อมูลที่เอามาตีความ
เรื่องเทคนิคการใช้กระดาษ material อื่นๆ หน้าเพิ่ม การพับขึ้นลง
การเจาะ การขูด การปั๊ํม การพิมพ์ อะไรก็ว่าไป
ส่วนนี้นี่ต้องแยกตารางลงรายละเอียดแต่ละหน้า คัดเลือกวัสดุ
ไม่งั้นเวลา mock up เล่มจริงเหนื่อยแน่ๆ
ไหนจะกระดาษไม่เหมือน ขนาดอีก ปัญหาอาจจะตามมาได้ง่ายๆ
ต่อมาคือ หาสไตล์ที่จะทำให้มันดูลงตัวและเชื่อมแต่ละหน้าไปได้ด้วยกัน
เนี่ยยากมาก นั่งทำมานานแต่ไม่รุ้ว่าอันไหนเวิร์ค ไม่เวิร์ค
หลักๆคืออาจจะใช้สี Headline กำกับความต่อเนื่องไป
อย่างน้อยครูแดงก็มั่นใน Type ที่เราเลือกไป
กับสีที่มั่นใจว่าเราคุมได้ (จริงเหรอ?!)
ส่วน Symbol คงดื้อจะเอาเลขนับนิ้วแน่นอน 1 ชุด
แต่ต้องไปทำให้มันเป็นสไตล์เดียวกันกับไอคอนชุดอื่น
เพราะตอนที่ทำถ่ายรูปแล้วดราฟเอา ส่วนอันอื่น ลอกมาบ้างแล้วแก้บ้าง
เรียกว่าทำเอาส่ง แล้วก็ยังเหลือไอคอน แบ่งแต่ละพาร์ทอีก 1 ชุด
เพราะในหน้าแทรกจะมีเรื่องเกี่ยวกับ คนดัง และ แบบทดสอบ
ถ้าไม่บอกหรือแยกไว้คงจะไม่เข้าใจ อาจจะขาดๆเกินๆ
บางคนอาจจะไม่เข้าใจว่าเป็นหน้าพักก็เป็นได้ (หรือคิดมากไป -*-)
ตอนนี้สรุปสั้นง่าย คือ
1.ทำไอคอนใหม่ คุมให้เหมือนกัน
2.คิดวัสดุแต่ละหน้า เทคนิค สเก็ตไอเดีย
3.วางดัมมี่ ให้ครบ 80 (80 หน้าของเรา คนขี้เมาคงโอดครวญ!)
4.หาสไตล์
5.แล้วเลเอาท์
์่เอาเป็นว่าเหลือทั้งหมด....
แต่สำคัญ สำคัญ กว่า กว่า กว่า
ตกใจสลัด!!! ที่จะจบแล้ว แล้ว แล้ว
กุมภานี้แล้วเท่านั้นชีวิตปี 4 และ 4 ปีของเรา
สั้นยิ่งกว่าหางอึ่งโดนอึ่งอีกตัวกัด..สุดๆไปเลย
"ศิลปะยืนยาว...ชีวิตสั้น"
คงเหมือนกับ
"ทีสิสยืนยาว...ปี4สั้น"
07 พฤศจิกายน 2551
ซ้ายดี ขวาดี ทีสิส
*บทความนี้ไม่เกี่ยวกับ Obama และ McCain แต่อย่างใด
ไม่ต้องห่วงเรื่องประเด็นทางการเมือง ฮ่าๆ
ในวันจันทร์นี้เป็นวันพรีเซ้นหัวข้อ Thesis วันแรก
แค่คิดไส้ก็จะแตกแล้วรู้สึกร่างกายขาดการควบคุม สติจะหลุด
หัวข้อที่เราจะเสนอและคิดในใจมานานแสนนาน พยายามที่จะหาคำตอบ
มันเป็นเรื่องเกี่ยวกับคำถามและความสงสัยในตัวเอง
การตั้งคำถามที่ว่า "ทำไมคนเราต้องเลือกถนัดซ้ายหรือขวา"
แล้วทำไมคนเราต้องถนัดแค่ข้างใดข้างหนึ่ง หรือชำนาญการใช้งานเพียงมือใดมือหนึ่ง
ทำไม อัตราส่วนคนถนัดซ้ายหรือขวา มีไม่เท่ากัน หรือเพราะเหตุใด
โลกและคนส่วนใหญ่ถึงถูกกำหนดทิศทางให้คนถนัดขวามีมากกว่า..
คนถนัดซ้าย..จึงต้องอยู่อยู่บนโลกเอียงขวางั้นหรือ หรืออาจจะเป็นเพราะว่า
ธรรมชาติสร้างความสมดุลในแบบที่ไม่สมมาตร (Asymmetry)เอาไว้
หรือแท้จริงแล้ว บนความไม่สมมาตรนั่นแหละที่ทำให้เกิดสมดุล
เราเลยอยากลองแก้ปัญหา อยากรีเสิจ อยากรู้ อยากหาข้อมูล
โดยส่วนใหญ่ในแง่ของกรณีศึกษา ก็ยังไม่อาจสรุปได้ว่าทำไมต้องซ้ายหรือขวา
แต่เท่าที่อ่านข้อมูลและรวบรวมจากหลายๆที่มา มันถูกกำหนดโดยยีนส์
เหมือนกับการคัดเลือกทางธรรมชาติ เช่นการจับคู่ยีนส์ XX และ XY
ยีนส์ของความถนัดก็เช่นกันเป็นการส่งต่อทางพันธุกรรม (เดี๋ยวไว้จะมาอธิบายอีกที)
และในเรื่องของอัตราตัวเลขและหลักการทางฟิสิกส์-วิทยาศาตร์-ชีววิทยาก็ว่ากันไป
ความถนัดซ้ายหรือขวามันสามารถกำหนดทิศทางของวัฒนธรรม-พฤติกรรมได้ด้วย
ข้อมูลพวกนี้น่าสนใจมาก ยิ่งทำให้อยากลองรวบรวมและแบ่ง Part แยกประเภทแต่ละวิจัยไว้
แล้วถ้าลองมาคิดในมุมมองแง่ของกราฟฟิคดีไซน์ ซ้าย ขวา มีผลกับความถนัดไหม
การออกแบบพวกอัตลักษณ์ต่างๆล่ะ ทำไมต้องซ้ายหรือทำไมต้องขวา
มีรูปแบบในแง่ของการมองเห็น และปัจจัยสำคัญอื่นๆหรือป่าว
อย่างในชีวิตประจำวันเครื่องมือเครื่องใช้ต่างๆก็ออกแบบมาเพื่อคนถนัดขวา
ในแง่ของ 2มิติ อย่างกราฟฟิค ซ้ายขวา หรือความถนัดสำคัญอย่างไร
ดีไซน์เพื่อคนถนัดซ้าย กับดีไซน์เพื่อคนถนัดขวาอย่างไหนยากกว่ากัน
หรือทำไมไม่ออกแบบเพื่อใช้ได้ทั้งซ้ายและขวา
ข้อสังเกตุพวกนี้ เป็นคำถามสนุกๆ ที่อยากจะลองหาคำตอบดู ..
ในฐานะที่เราถนัดซ้าย เราสามารถใช้ชีวิตบนโลกน่าเบื่อ(ที่เชื่อว่าไม่สมมาตร)อย่างสนุกสนาน
อีกแง่หนึ่งชนกลุ่มซ้ายก็เริ่มมีมากในสังคม มันน่าสนุกดีที่ทำอะไรกลับข้างคนอื่นเขา
case study ในคนถนัดซ้ายนั้นมีหลากหลายประเภทมาก ทำให้ได้รู้ว่าไม่ใช่แค่เราๆเท่านั้น
แต่ชนชาติ วัฒนธรรมก็มีส่วนในการตัดสินให้คนซ้ายได้ ขวาได้ เช่นเดียวกับการปลูกฝัง
เอาจริงถ้าคนเราสามารถถนัดได้ทั้งสองข้างคงจะดี การแบ่งแยกคงไม่เกิดขึ้น
หรือย้ำคำเดิม "ความไม่สมมาตรนั่นล่ะคือความสมดุล?"
ยิ่งคิดก็ยิ่งไกล การจะไขกลไกธรรมชาติยากกว่าตั้งสมมติฐานเปล่าๆเป็นล้านเท่า
เพราะอย่างไร กลไกธรรมชาติก็ยากที่จะเข้าใจในฐานะนักเรียนดีไซน์ง่าวๆอย่างนี้
กลับมาที่หัวข้อ Thesis .. เราสรุปแบบเอาใจตัวเองเป็นที่ตั้งว่าจะทำ book design
เป็นหนังสือแนวคิดเชิงทดลอง ว่าง่ายๆก็ book conceptual และที่สำคัญคือ
ประเด็นนี้มันไม่ได้เกี่ยวโยงในระดับส่วนตน แต่มันเกี่ยวโยงในระดับส่วนรวมด้วย
บางคนอาจจะคิดว่าเรื่องซ้ายหรือขวาก็ไม่ได้สำคัญอะไร แต่สำหรับเราคิดไปถึงอนาคตเลยนะ
จุดประสงค์คือ เราอยากให้หนังสือเรามันสร้างความเข้าใจในการใช้ชีวิตร่วมกัน
แม้จะมุมเล็กๆ ไม่อยากให้มีการแบ่งซ้าย-ขวา ขาว-ดำ
(เราจะผสมแนวคิดและมุมมองของการใช้ชีวิตเข้าไปด้วย)
ส่วนเราใช้การดีไซน์แก้ปัญหาอย่างไร แน่นอนคือ ...
1.ข้อมูลต่างๆ กระจัดกระจาย และส่วนใหญ่ไร้ข้อสรุป ต้องวิเคราะห์และสังเคราะห์อีกที
2.ข้อมูลเหล่านี้ยังไม่เคยมีการรวบรวมหรือจัดทำในรูปเล่มแบบหนังสืออาร์ต (เรียกง่ายๆนะ)
เพราะส่วนใหญ่มาเป็นก้อนๆ แบบโคตรจะวิชาการเลย น่าเบื่อและยากจะเข้าใจ
3.ถ้าทำได้อยากให้หนังสือสนุก เมื่อสนุกก็จะเข้าใจง่าย เมื่อง่ายก็จะเกิดการรับรู้ตามมา
และถ้าถามว่าเราได้ประโยชน์อะไรจากการออกแบบหัวข้อนี้
เราคิดว่าส่วนหนึ่งที่ได้คือ ตรรกะในเชิงดีไซน์ พูดตามตรงเรียนมา 4 ปี
เราจำแนกแยกแยะข้อมูลต่ำ วิเคราะห์ก็น้อย ดีไซน์ไร้ความคิดมีเยอะเกินคณาจะนับไหว
ความอยากลองครั้งนี้ มันเลยนำพาให้ทำอะไรแบบลองใช้สมองนั่งสมาธิคิดบ้าง
ตอนนี้ก็ลองพยายามอย่างมากในการคิดต่อยอดอยู่ว่า
จะเอาที่เราดีไซน์ ออกมาเดินเล่นอย่างไร????
เดินเล่นในที่นี้คือ เดินไปสาธารณะ เราเบื่อฟอร์มและรูปเล่มที่ถูกจำกัดทางการดีไซน์
(แม้ว่าในความเป็นจริง มันก็สามารถทดลองทำอะไรได้เยอะนะ)
แต่อยากทำอะไรข้างนอกบ้าง เอาสิ่งที่เราดีไซน์ไปพบปะพูดคุยกับคนแปลกหน้าบ้าง
รอดู feedback ตอบรับบ้าง คงจะเป็นประสบการณ์ และสนุกไม่น้อย
สุดท้าย...
ตอนนี้เรากำลังรวบรวมความคิด และแบ่งบทต่างๆ ที่กระจัดกระจายอยุ่
พอเสร็จจะลองคิดชื่อหัวข้อโครงการ (เนี่ยล่ะคิดโคตรยากเลย)
ยังไงก็...ขอให้คิดเสร็จในเร็ววัน เผื่อจะได้เอาดีไซน์ออกไปเดินเล่น
จะได้เอาตัวออกไปสังเคราะห์แสงหาแรงบันดาลใจกัน
*อ้อ!ลืมบอก..Obama กับ McCain เกี่ยวที่ว่า ทั้งสองถนัดซ้าย..




