แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ Movie แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ Movie แสดงบทความทั้งหมด

15 พฤศจิกายน 2553

This is England



ขอสารภาพว่าอยากดูเรื่องนี้เพราะอาร์ตไดเรคชั่นล้วนๆ และอาจจะช้าเกินไปที่ได้ดูเรื่องนี้ แต่มาคิดอีกทีก็กำลังเหมาะ เพราะถ้าดูเมื่อสี่ปีก่อนที่ยังอ่อนด๋อยไร้ความเข้าใจก็คงไม่เก็ตหรืออินในเนื้อเรื่องเท่าไร ชอบที่สุดคือ Shane Meadows ขอยกให้เป็นผู้กำกับที่สามารถเล่าเรื่องวัยรุ่นได้อย่างลึกซึ้งคมคาย และเข้าใจในความสับสนซับซ้อนในบุคลิกวัยรุ่นได้อย่างแยบยล จนกระทั่งมาเจอซีรีย์ที่เพิ่งออนแอร์ไปได้ไม่นานคือ This is England '86 ให้ตาย มันเป็นอะไรที่ชอบมาก พล๊อตเรื่อง โปรดักชั่นและตัวละคร ซึ่งก่อนหน้านั้น หารู้ไม่ว่ามีโดวส์สร้าง This is England (movie,2006) มาก่อน จึงจุดประกายให้เรากั๊กซีรี่ย์นี้ไว้ เพื่อไปดูต้นตอความคิดของวัยรุ่นอังกฤษในยุคนั้น



This is England คือเรื่องที่เล่าผ่านกลุ่มวััยรุ่นที่มีความซับซ้อน และการเติบโตข้ามผ่านช่วงอายุของ Shaun กับกลุ่มเพื่อนต่างวัยที่ความคิดอ่านแทบไม่ต่างกัน ในความเป็นเด็กหรือผู้ใหญ่ไม่สามารถวัดกันได้ที่อายุ ในยุค 80 ไม่ว่าจะปรัชญา การเมือง และการเหยียดผิว ยังเป็นประเด็นที่คุกรุ่น จนถูกปลูกเข้าไปในจิตสำนึกของกลุ่มวัยรุ่นอังกฤษ โดยแสดงให้เห็นถึงความขัดแย้งในบุคลิกของแต่ละตัวละครที่มีความกราดเกรี้ยว การแสดงออกโดยอิงต้นแบบจากหัวหน้าที่เป็นเหมือนกับจ่าฝูง บุคคลิกที่แสดงออกมาเป็นกลุ่มเพราะถูกชักจูง อย่างเช่นการโกนหัว เหมือนหัวหน้ากลุ่ม และสักไม้กางเขนกลางหน้าผากหรือที่นิ้วมือ แต่ในท้ายสุด ความเป็นปัจเจกก็แยกตนออกมาจากความเช่ือที่ถูกหล่อหลอมในแบบที่ผิด ด้วยมโนสำนึกจากประสบการณ์ที่ผ่านพ้น ทำให้วัยรุ่นที่ยุ่งเหยิงสับสนกลายเป็นคนที่เติบโตเป็นผู้ใหญ่ ไม่ว่าจะภาพ ถ้อยคำบทสนทนา การแทรกทางวัฒนธรรม แฟชั่น และอารมณ์ของตัวละคร มันดูลงตัว ต้องยอมรับอีกข้อนึงว่า มีโดวส์มองข้ามในความบกพร่อง โดยดึงให้กลายเป็นจุดเด่น เสริมบุคคลิกที่เป็นเอกลักษณ์เข้าไป ทำให้คาแรคเตอร์ของเขามีตัวตนอยู่จริงในช่วงยุคสมัยนั้น



นอกจากพล๊อตที่โคตรดีแบบไม่ยัดเยียดเกินไปแล้ว การเล่าเรื่องผ่านเด็กผู้ชายวัย pre-teen แบบแฝงการเมือง เสียดสีสังคมยังยากที่จะคุมอยู่ แต่มีโดวส์เล่นเก็บทุกเม็ด ชอบที่สุดคือรายละเอียดเรื่องอาร์ตไดเรคชั่น ยกให้แก 100 เต็ม!!

30 กันยายน 2553

An Education



รู้สึกตัวช้าไปกว่าจะได้ดู แค่ชื่อ Nick Hornby มาดัดแปลงบทก็คงจะรู้แล้วว่าจะเนี๊ยบแค่ไหน ตัวละครแต่ละตัวดูมีมิติ โดยเฉพาะนางเอกเล่นได้ดีเกินคาดหมาย ว่าด้วยเรื่องของฉาก แสง คอสตูม และการดำเนินเรื่อง ชอบทั้งหมดมากๆ บางคนอาจจะคิดว่าหนังดูนิ่งเกินไป แต่โดยส่วนตัวการเล่าเรื่องแบบค่อยๆ ดำเนินไปตามการเติบโตของตัวละครรู้สึกว่ามันมีสเน่ห์ในแบบที่ควรจะเป็น ไม่หวือหวา ไม่บีบคั้นอารมณ์ ดูสมจริงและอิ่มเอมไปกับสิ่งเหล่านั้นได้เต็มที่ ยอมรับว่าสิ่งที่ตรึงให้เราอยู่ดูจนจบอาจจะไม่ใช่บททั้งหมดร้อยเปอร์เซ็น แต่เป็นการแสดงจาก Carey Mulligan ต่างหากที่ตรึงเราไว้ได้ นอกจากนั้นองค์ประกอบอื่นคือบรรยากาศของสังคม ผู้คน บ้านเรือน ชีวิตในลอนดอนและปารีสยุค '60s ที่ทำให้หนังเติมเต็มสิ่งที่ขาดหายไปจากตัวละครบางตัวนั้นดูสมบูรณ์ เรียบง่าย สวยงาม เป็นหนัง coming of age ที่ชอบมากๆ ในเดือนนี้

ถ้าอยากรู้เรื่องคร่าวๆ เจ้าของบล๊อคนี้เขียนรีวิวเรื่องนี้ได้เยี่ยมมาก
http://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=bloodymonday&month=02-2010&date=28&group=10&gblog=20

21 พฤษภาคม 2553

i burn, i pine, i perish

เรื่องแรก
ร่วม 1 อาทิตย์ อยู่บ้านโดยหาสาระอะไรไม่ได้ นอกจากการนั่งดูข่าว เชคข่าวกับเพื่อน แล้วก็พาเอาเศร้าสะเทือนใจ แต่ถึงเวลาแล้วที่ทุกๆ คนต้องช่วยประเทศไทย อย่างแรกที่พอจะช่วยเหลือได้คือ คืนกรุงเทพกลับมา
นี่เป็น link ที่แจ้งรายละเอียดในการเข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยทำความสะอาด กทม. คนไทยไม่เคยขาดน้ำใจ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นต้องรอฟังว่าสถานที่แห่งใดที่ปลอดภัย ไม่มีอันตราย และพร้อมเข้าไปได้ สามารถอ่านกิจกรรม ข่าวสาร และการเคลื่อนไหวต่างๆ ได้ตามลิงค์ด้านบนนั้น

เรื่องต่อมาคือ
นอกจากอยู่บ้านเฉยๆ คอมพิวเตอร์ก็ป่วงๆ ชอบดับเอาดื้อๆ เลยทำให้ไม่สามารถทำงานได้จริงจัง ภาวะเครียดจากสถานการณ์บ้านเมืองบวกกับความขี้เกียจส่วนตัวด้วย เลยทำให้หมดเวลาไปกับการนอนและเล่นกับน้องหมา ซึ่งหวังว่าในเร็ววันนี้อารมณ์อาร์ตๆ แบบนี้จะหายไปในเร็ววัน อยากได้พลังในการทำงานกลับมา อยากได้พลังแห่งแรงบันดาลใจในการทำโปรเจคตัวเองคืนมา จึงเป็นเหตุให้ออกไปหา และไปเจอกับ


10 things i hate about you เป็นหนังที่คาดว่าจะเป็นอีกหนึ่งในดวงใจ ที่อยากดูมาตั้งนานแสนนาน นานนานแล้ว แต่แล้วก็ลืมไปจนได้ คงจะเป็นหนังในไม่กี่เรื่องของฮีธเลจเจอร์ที่ยังไม่ได้ดู จนไปเจอลิงค์ใน mthai.com เข้า ขอขอบคุณอากู๋ google และอินเตอร์เนตอีกครั้งที่ทำให้ชีวิตง่ายขึ้น แต่มันดันพากย์ไทย อยากหา sub eng ใน youtube ก็หามีไม่ ด้วยความที่ภาษาไม่แข็งแรง พูดได้ เขียนดี แต่ฟังไม่ออก จึงต้องยอมฟังพากย์ไทย(ที่ไม่ได้น่าเกลียดอะไร)ไปโดยละม่อม ถือว่าเป็นการผ่อนคลายที่ดีหลังจากที่พยายามหาหนังดูมานานนับเดือน เจอสักทีหนังวัยรุ่นเมกันสุดฮิตของยุค 90 ซึ่งตอนนี้ก็เอามา remake ใหม่ออกมาเป็นซีรี่ที่ชาแนล abc ก็มีทั้งบอกว่าเล่นดีบ้างไม่ดีบ้าง เพราะฮีธเลจเจอร์กับจูเลียสไตล์เล่นไว้ดีแล้ว อะไรก็ตามแต่ก็ถือว่าโอเคละกัน ในระหว่างรอโหลด movie ให้ครบทั้ง 4 part ก็ไปเล่น looklet แก้เครียดต่อ.. ยิ้มไว้ คนไทยต้องยิ้มไว้ :)



ข้อมูล-เรื่องย่อ อ่านกัันเพลินๆ แก้เครียด ยิ้มๆ
  • ภาพยนตร์ออกฉายเมื่อ 31 มีนาคม ค.ศ. 1999 และทำให้ดารานำเป็นที่รู้จักทั้งสไตลส์และเลดเจอร์[1][2][3]She's the Man
  • ผลงานการกำกับเปิดตัวของจังเกอร์ เช่นเดียวกับคนเขียนบทภาพยนตร์ ลัตซ์และสมิธ ซึ่งต่อมาทั้งคู่ได้เขียนบทภาพยนตร์ที่ดัดแปลงมาจากบทประพันธ์ของเชกสเปียร์ อีกครั้งใน
  • เรื่องย๊อย่อ หนุ่มน้อยคาเมรอน หลงรัก เบียงก้า สาวน้อยนางในฝัน แต่เบียงก้าถูกพ่อห้ามไม่ให้มีนัดกับชายใด จนกว่า แคท พี่สาวของเธอ จะมีแฟนเสียก่อน คาเมรอน จึงหาทางทำให้แคทมีแฟนโดยเร็วที่สุด โดยหมายตาไปที่หนุ่มหัวรั้นที่สุดของโรงเรียนมาเป็นผู้พิชิตใจแคทให้ได้
credit : http://th.wikipedia.org , http://video.mthai.com/player.php?id=23M1260115031M0


I miss your smile! อยากเห็นฮีธเล่นหนังอีกจัง